Loading...

Aroma Therapy

Aromatherapy คืออะไร????

      Aromatherapy มาจาก 2 คำคือ aroma ซึ่งแปลว่ากลิ่น และ therapy แปลว่าการบำบัด เมื่อมารวมกันจะแปลตรงตัวได้ว่า การบำบัดด้วยกลิ่น Aromatherapy ได้เริ่มมีการใช้มาเป็นเวลานานกว่า 4,800 ปีในอียิปต์ ซึ่งใช้ในการทำมัมมี่ ประมาณ 10 ปีที่แล้วได้มีการนำมัมมี่มาวิเคราะห์ และนักวิทยาศาสตร์พบว่าในมัมมี่ มีการวิเคราะห์พบว่ามี น้ำมันหอมระเหย (Essential oil),น้ำมันพืช และ น้ำผึ้ง ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้ยังสามารถพบอยู่ในมัมมี่ ย่อมแสดงให้เห็นว่า แม้การใช้ส่วนผสม 3 ส่วนนี้ในการทำมัมมี่นานถึง 4,800 ปี แต่องค์ประกอบของ 3 ส่วนนี้ยังคงอยู่ทนได้จนถึงปัจจุบัน และมัมมี่ยังมีสภาพดี ไม่ผุพังไป นักวิยาศาสตร์ยังพบว่าในมัมมี่ของคนชั้นสูงจะมีน้ำมันหอมระเหยแต่ในคนชั้นกลางถึงล่างไม่พบว่ามีน้ำมันหอมระเหย ซึ่งแสดงให้เห็นประการหนึ่งว่า น้ำมันหอมระเหยมีราคาแพง แม้แต่ในปัจจุบันก็มีราคาแพง อย่างไรก็ตามจากการพิสูจน์ครั้งนี้ทำให้ได้ประเด็นที่น่าสนใจคือ ในองค์ประกอบของน้ำยาอาบศพ ก่อนเป็นมัมมี่ที่ดีนั้น น้ำมันหอมระเหยเป็นสิ่งที่จำเป็น และทั้งน้ำมันหอมระเหยและน้ำมันพืชเป็นองค์ประกอบที่ในปัจจุบันในขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่ก็นำเอามาใช้ดูแลสุขภาพโดยนำมาทาและนวดตัวที่ใช้กันในสปาในปัจจุบัน

      แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบในเรื่องของการใช้น้ำมันหอมระเหยในสมัยนั้นกับปัจจุบันอาจมีความแตกต่างบ้างโดยเฉพาะ เรื่องของชนิดพืชที่นำมาสกัด และวิธีการสกัด อีกประเด็นที่น่าสนใจตลอดเวลาที่ผ่านมา 4,800 ปี ที่มนุษย์ได้รู้จักการนำน้ำมันหอมระเหยที่ได้จากสมุนไพร ด้วยเหตุผลของความสามารถในการเป็นยาที่สามารถฆ่าเชื้อ แก้อาการปวด ดูแลผิวพรรณ ตลอดจนทำให้รู้สึกสบายผ่อนคลาย การใช้ Sandal wood เพื่อลดอาการซึมเศร้าในอินเดีย เวลาที่มีการเผาศพใช้ไม้จันทน์หอมเผาจนกลายมาเป็นประเพณีของไทย ใช้ดอกไม้จันทน์ (ปลอม)มาให้ผู้มาเผาศพถือไว้เพื่อใช้เผาศพซึ่งผู้ถือดอกไม้จันทน์ก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความหมายคืออะไร ในประเทศไทยสมัยโบราณ มีการใช้ลูกจันทน์หรือ (อิน-จันทน์) ในการดูแลเด็กเล็กที่ไม่ยอมนอน โดยการเอาผลจันทน์ใส่ในเปลเพือให้เด็กได้หลับสบาย และนำน้ำมันหอมระเหยมาปรุงเครื่องหอมต่างๆที่เรารู้จัก น้ำอบ น้ำปรุงและเทียนอบใช้ในการอบขนม ซึ่งกลิ่นที่ได้มาจากกำยาน ซึ่งเป็นที่รู้จักในต่างประเทศว่า ถ้าจะซื้อกำยานต้องซื้อจากประเทศไทยในนาม Siam Benzoin ในประเด็นของการสกัดน้ำมันหอมระเหยสมัยโบราณ 4,800 ปีที่แล้ว มีการสกัดโดยใช้การกลั่นโดยการต้มกลั่น ปัจจุบันก็ยังมีการใช้แต่อาจมีการเพิ่มวิธีสกัดอย่างอื่น เช่นการใช้ไอน้ำ การใช้ตัวทำละลายอื่นโดยเฉพาะ ที่สกัดแล้วได้คุณภาพดีเพราะสกัดเย็น นั่นคือการใช้ co2 และ HFC (Halofluoro carbon) สกัดในประเทศไทย มีเครื่องมือที่ใช้สกัดกุหลาบ และดอกไม้อื่นๆได้คุณภาพดี การพัฒนาการเรื่องเครื่องสกัดตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน เราสามามารถพบว่าเริ่มจากวิธีการเดียวกันแต่มีการปรับปรุง จากเดิมที่มีนักวิทยาศาสตร์พบเมื่อ 2,500 ปีที่แล้วที่ตักศิลา( สมัยพุทธกาล )เครื่องสกัดทำจากดินเผาและมีการพัฒนามาจนเป็นใช้ทองคำ เพื่อได้ยาที่บริสุทธ์ ต่อมาทองคำทำยากจึงเปลี่ยนทาเป็นทองแดง(มีจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์น้ำหอมที่ปารีส ฝรั่งเศส )จากทองแดงเป็นแก้วและเป็นสแตนเลสในปัจจุบัน ประเด็นนี้ทำให้เห็นความสำคัญของน้ำมันหอมระเหยว่ามีความสำคัญมากที่มนุษย์เพียรพยายามลงทุนใช้ทองคำเป็นเครื่องสกัดเพื่อให้ได้ยาที่บริสุทธ์และนำมาใช้ดูแลสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในปัจจุบันประชากรมนุษย์เพิ่มจำนวนมากขึ้น การใช้น้ำมันหอมระเหยที่สกัดได้จากสมุนไพรที่สกัดได้ปริมาณน้อยแต่เป็นที่นิยมปพร่หลายมากขึ้น ต้องการมากขึ้น เป็นความกดดันให้เกิดการคิดค้นจนมนุษย์สามารถเลียนแบบน้ำมันหอมระเหยโดยใช้เคมีมาแทน ซึ่งการใช้น้ำมันหอมระเหยที่สังเคราะห์นี้มีผลเสียที่มนุษย์ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ คือพิษตกค้างของเคมีและสารบางอย่างจากเคมีซึ่งร่งกายมนุษย์ไม่สามารถขับออกมาได้โดยระบบของร่างกายเอง ผลที่ตามมาอาจก่อให้เกิด มะเร็ง จากพิษที่ตกค้างและร่างกายเกิดสะสมไว้ในเซลล์ ทำให้เกิดการแบ่งเซลล์ผิดปกติก็คือมะเร็งนั่นเอง ดังนั้นวิธีการ Aromatherapy จึงห้ามใช้สารสังเคราะห์โดยเด็ดขาดไม่ว่าจะใช้ ดม ทาและรับประทาน ถ้าท่านอ่านหนังสือ Aromatherapy ทั่วไปจะพบว่า ห้ามรับประทานน้ำมันหอมระเหย หลายท่านอาจสงสัยเช่น น้ำมันขิง น้ำมันตะไคร้ ส้ม มะนาว พริกไทย แล้วทำไมรับประทานไม่ได้ จริงๆแล้วเหตุผลก็คือ ปัจจุบันมีการปลอมปน และการสะงเคราะห์เลียนแบบน้ำมันหอมระเหยมากมาย และอีกประเด็นก็คือน้ำมันหอมระเหยจริงๆมีความเข้มข้น 100% ยกตัวอย่าง กระเพรา ใช้กระเพรา 100 กรัม ได้น้ำมันมาประมาณ 6 หยด ( 0.3 ml ) ในขณะที่เรารับประทานผัดกระเพราหนึ่งจานใช้กระเพราประมาณ 3-5 กรัม ดังนั้นท่านลองคิดดูว่าท่านจะตรวดวัดเช่นไรจึงจะได้พอเหมาะกับผัดกระเพราหนึ่งจาน ดังนั้นในการปฏิบัติถ้าท่านไม่ได้เป็น Aromatherapist หรือผู้เชี่ยวชาญในการใช้น้ำมันหอมระเหย มีโอกาส Overdose หรือใช้มากเกินไปได้ ซึ่งนอกจากไม่อร่อยยังอาจมีผลเสียต่อร่างกายได้อีกด้วย ผู้ที่สนใจด้านนี้จำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องหลักการนำไปใช้ให้ถูกต้องเพื่อไม่ให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย น้ำมันหอมระเหยสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทั้งสามทาง คือ การดม การทา และการรับประทาน ในการดทเข้าไปทางจมูกเราแบ่งได้ 2 ทางคือ เข้าสู่ระบบหายใจโดยเกาะติดกับ o2 เข้าสู่ปอดและกระแสเลือดและสู่เซลล์ทั่วร่างกาย และอีกทางเข้าสู่ระบบประสาทจากการละลายกับ Lipoprotein ที่โดนขนจมูกซึมสู่เซลล์ประสาทและส่งไปยังประสาทรับความรู้สึกกลิ่น ( olfactory organ)และส่งต่อไปยัง Limbic system ส่งไปยังต่อมใต้สมอง Pituitary Gland ซึ่งควบคุมการทำงานของต่อมไร้ท่อต่างๆ ถ้าร่างกายไม่ต้องการ น้ำมันหอมระเหยจะถูกขับถ่ายออกจากร่างกายทั้งทางลมหายใจ ผิวหนัง อุจจาระ และ ปัสสาวะตามปกติ ดังนั้นหลายท่านไม่ได้ใส่ใจเรื่องเครื่องหอมที่ท่านใช้เพราะท่านลืมไปว่าการสูดดมก็สามารถมีผลต่อสุขภาพท่านได้อย่างมาก จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความใส่ใจและระมัดระวังในการใช้เครื่องสำอาง น้ำหอมและน้ำหวานต่างๆที่รับประทาน เพราะถ้าเป็นสารสังเคราะห์โอกาสจะก่อให้เกิดความผิดปกติในร่างกกายมีสูงมาก นั่นคือเหตุผลที่เราควรจะเลือกน้ำมันหอมระเหยที่มาจากธรรมชาติจริงๆ รวมทั้งน้ำหอมที่เป็นธรรมชาติเท่านั้นที่จะช่วยส่งเสริมสุขภาพได้อย่างแท้จริง จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่า Aromatherapy เป็น Truly Holistic Therapy จริงๆเพราะสามารถดูแลบำบัดได้ทั้งทางกายภาพและยังเข้าไปดูแลอารมณ์ ความรู้สึกตลอดจนสติปัญญาซึ่งรวมกันแล้วเป็น SPIRIT นั่นเอง จึงมีผู้กล่าวว่าเป็นการเยียวยาทั้งทางกายและจิตใจโดยแท้จริง ท่านอาจเคยได้ยินว่า Essential oil นั้น ช่วยปรับสมดุลการสร้าง (Anabolism) และการสลาย (Catabolism) ซึ่งทำให้ Metabolism สมดุลนั่นเอง ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์ ทำให้ร่างกายแข็งแรง ในทางชีวเคมีนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าถ้า Hormone ปกติ Enzyme ที่ทำหน้าที่เป็น Catalist ของปฏิกิริยาเคมีในร่างกายจะปกติและทำให้ระบบต่างๆของร่างกายเป็นไปตามที่ควรเป็น Essential oil จึงมีบทบาทในการปรับสมดุลการสร้าง Hormone โดย Limbic System เป็นตัวควบคุมและส่งผลดีต่อการทำงานของ Enzyme ต่างๆในร่างกายและผลลัพธ์สุดท้าย ร่างกายจะแข็งแรงและหมายถึงมีสุขภาพดี สรุปง่ายๆ Essential oi lช่วย Balance Metabolism นั่นเอง

Cart is empty